สารปกป้องผิวพรรณจากแสงแดด

 ในประเทศแถบเอเชียอย่างประเทศไทยที่อยู่ใกล้เส้นศูนย์สูตร คงจะหนีไม่พ้นที่ต้องเผชิญกับแสงแดดอันเต็มเปี่ยมไปด้วยรังสี UV (Ultraviolet) เกือบตลอดทั้งวัน โดยเฉพาะในช่วงฤดูร้อนที่ต้องเผชิญกับดวงอาทิตย์ค่อนข้างยาวนานกว่าในฤดูหนาวที่กำลังจะผ่านเราไปอย่างรวดเร็ว อีกทั้งสภาวะแวดล้อมที่ชั้นโอโซนถูกทำลายลงไปทุกขณะ ความเข้มข้นของรังสี UV ที่แผ่ลงมายังโลกยิ่งทวีความรุนแรงมากขึ้นทุกวัน เหมือนเงาตามตัวที่คอยทำลายผิว ด้วยเหตุนี้ เราทุกคนจึงจำเป็นต้องปกป้องผิวพรรณจากแสงแดดอย่างมีประสิทธิภาพในทุกๆ วัน
โดยทั่วไปแล้วรังสี UV เป็นรังสีที่เรามองไม่เห็น มีอยู่ด้วยกัน 3 ชนิด คือ

          1. UVA (315-390 nm) มีผลทำให้เกิดผิวสีคล้ำขึ้น และเป็นช่วงที่กระตุ้นให้เกิดการแพ้แสงและ ริ้วรอย
          2. UVB (290-315 nm) ทำให้เกิดการบวมแดง บางครั้งเรียกว่า Erythemal Range หรือ Sunburn (แดดเผา)
          3. UVC (180-290 nm) ซึ่งจะถูกดูดไว้โดยโอโซนในชั้นบรรยากาศ ก่อนมาถึงพื้นโลก

เมื่อเราทราบแล้วว่ารังสี UV ทั้ง 2 ชนิด (UVA และ UVB) มีผลเสียอย่างไร ดังนั้น สารปกป้องผิวพรรณจากแสงแดด จึงนิยมใช้ตัวบ่งชี้ค่าการปกป้องรังสี UVA และ UVB เป็นหลัก โดยรังสี UVA จะมีค่า PFA (Protection Factor A) เป็นตัวบอกประสิทธิภาพ และรังสี UVB จะใช้ค่า SPF (Sun Projection Factor)เป็นตัวบอกประสิทธิภาพ
ทุกท่านคงสงสัยแล้วใช่ไหมคะว่า ค่าเหล่านี้ต้องมีค่าเท่าไรจึงจะเหมาะสม จำง่ายๆ ค่ะ PFA ? 8 และ SPF ? 30 อย่างไรก็ตามการจะเลือกใช้ครีมกันแดดที่เหมาะสมควรคำนึงถึงสภาพผิวของเราด้วยนะคะ อย่าเพียงแต่ดูค่า PFA และ SPF เท่านั้น เพราะสารกันแดดแต่ละชนิดมีตัวทำละลายที่แตกต่างกัน ถ้าเราเป็นผู้ที่มีปัญหาผิวผสมถึงผิวมัน ควรเลือกใช้สารกันแดดที่มีลักษณะเป็นเจลหรือโลชั่น แต่หากเป็นคนผิวแห้ง ควรใช้สารกันแดดที่มีลักษณะเป็นครีม
 ที่หมอได้กล่าวมานี้ เป็นเพียงหลักการคร่าวๆ นะคะ ซึ่งหมอขอแนะนำให้คุณปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ เพื่อพิจารณาให้เหมาะสมตามสภาพผิวและกิจกรรมที่คุณต้องเผชิญในแต่ละวันจะดีที่สุดค่ะ
เมื่อเราเลือกใช้ครีมกันแดดได้แล้ว หมอว่าเรามาดูวิธีการใช้ครีมกันแดดให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดดีกว่าค่ะ ท่านผู้อ่านอาจจะคิดว่าไม่ยากเลย ก็แค่ทาให้ทั่วใช่ไหมค่ะ แต่ไม่ใช่แค่นั้น มาดูกันเลยนะคะ
          1. ควรทาก่อนออกไปทำกิจกรรมกลางแจ้ง ประมาณ 15 นาที – ครึ่งชั่วโมง เพื่อให้ยาแห้งและจับตัวกับผิวชั้นหนังกำพร้า เป็นที่เรียบร้อยก่อน
          2. ควรทาตามปริมาณที่กำหนด คือ 2 gm./cm2 โดยมักพบว่าผู้ใช้สามารถจะทาหนาเพียง 0.5 gm./cm2 เท่านั้น
          3. ในขณะที่ตากแดดเป็นเวลานานๆ หรือมีกิจกรรมที่มีเหงื่อ เปียกน้ำ ย่อมทำให้ความสามารถของยาเสื่อมลง ควรทาซ้ำบ่อยๆ เพื่อคงประสิทธิภาพไว้ทุกๆ 2 ชั่วโมง
          4. ควรทาให้หนาสม่ำเสมอทั่วทั้งใบหน้า เพราะการทาไม่ทั่วจะทำให้เกิดผิวไหมบางส่วนได้ โดยเฉพาะต้นคอ และขมับที่พบบ่อยๆ
          5. ควรทากันแดดทุกวัน เพราะรังสี UV เป็นรังสีที่ไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า สามารถทะลุผ่านกำแพง และกระจกได้อย่างสบาย

เป็นยังไงบ้างค่ะกับแนวคิดดีๆ จากคุณหมอ หวังว่า Summer นี้ คงไม่ลืมที่จะพกพาผลิตภัณฑ์ กันแดดคู่ใจไปท้าลมท้าแดดด้วยนะคะ เราจะได้มีผิวสวยหน้าใส ไร้จุดด่างดำและริ้วรอยก่อนวัยอันควร

 

Tips อื่น ๆ ที่น่าสนใจ
- สาวมือสวย
- สวยต่างวัยกับความงามแบบ Elisees
- เกร็ดความรู้กับการบำรุงผิวหน้า
 
 
 
Copyright @ 2004 Pan Rajdhevee Group All Rights Reserved
webmater : Call Center Tel 0-2793-9999